51 อำเภอนิติศาสตร์ มัธยมดังทั้งประเทศ ร่อน จม.ถึงศาล รัฐธรรมนูญเสนอใจความสำคัญพินิจวาระ 8 ปีนาชูฯ
ตอนวันที่ 16 ส.ค. นักข่าวแถลงการณ์ว่า คุณครูนิติศาสตร์ ปริมาณ 51 คน จาก 15 มหาวิทยาลัย ด้วยกันเขียนจดหมายเปิดผนึกถึง ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณี การนับช่วงเวลาครองตำแหน่งของนายกฯ โดย กล่าวว่า
ความคิดเห็นตามกฎหมายจากคุณครูนิติศาสตร์ ปริมาณ 51 คน จาก 15 มหาวิทยาลัย หัวข้อการนับช่วงเวลาครอบครองตำแหน่งของนายกฯ
เรื่อง ข้อกำหนดกฎหมายในหัวข้อการครอบครองตำแหน่งไม่เกินแปดปีของนายกฯ
เรียน ท่านประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และก็ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยกย่อง
จากที่รัฐธรรมนูญที่แว่นแคว้นไทย พุทธศักราช2560 มาตรา 158 วรรคสี่ ได้กำหนดไว้ว่า “นายกฯจะดํารงตําแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีไม่ได้ ดังนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดํารงตําแหน่งต่อเนื่องกันไหม …” พล.อำเภอประยุทธ์ จันทร์โอชะ ซึ่งเริ่มครองตำแหน่งนายกฯมาเมื่อวันที่ 24 เดือนสิงหาคม 2557 จะเป็นนายกฯครบช่วงเวลา 8 ปีในวันที่ 24 ส.ค. 2565 ก็เลยกำเนิดหลักสำคัญปัญหาในตัวบทกฎหมายว่า พล.อำเภอประยุทธ์ จะดำรงนายกฯถัดไปภายหลังวันที่ 24 เดือนสิงหาคม 2565 ได้หรือเปล่า?
โดยที่การวิเคราะห์ตัดสินในประเด็นนี้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ผมทั้งหลายแหล่ ซึ่งเป็นคุณครูคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆดังรายนามข้างด้านหลัง มีความเห็นทางด้านกฎหมายที่ต้องการขอเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคุณประโยชน์สำหรับการใคร่ครวญ โดยมีใจความสำคัญดังนี้
1.หัวข้อหลักที่สุดในพื้นฐานที่จำเป็นต้องพินิจเป็น พล.อำเภอประยุทธ์ เป็น “นายกฯ” ตามรัฐธรรมนูญที่แว่นแคว้นไทย พุทธศักราช2560 มาตรา 158 วรรคสี่ หรือเปล่า?
รัฐธรรมนูญที่แว่นแคว้นไทย พุทธศักราช2560 มาตรา 264 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล ข้อบังคับว่า “ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญนี้ จนกระทั่งคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่วันหลังการเลือกตั้งทั่วๆไปคราวแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ ..”
เมื่อมาตรา 264 กำหนดไว้แบบนี้ พล.อำเภอประยุทธ์ ซึ่งเริ่มครองตำแหน่งนายกฯมาก่อนรัฐกฎหมายธรรมนูญนี้ประกาศใช้ ก็เลยเป็น “นายกฯ” ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช2560 รวมทั้งด้วยเหตุนี้ ก็เลยเป็น “นายกฯ” ตามมายี่ห้อ 158 วรรคสี่ ซึ่งข้อบังคับว่า “นายกฯจะดํารงตําแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีไม่ได้” แสดงว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช2560 พล.อำเภอประยุทธ์ จะครอบครองตำแหน่งได้ไม่เกิน 8 ปี ดังนี้ ตามหลักทฤษฎีนับช่วงเวลาที่จะไม่นับวันแรกที่เริ่มครองตำแหน่งนั้น พล.อำเภอประยุทธ์ซึ่งเริ่มครอบครองตำแหน่งนายกฯมาเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2557 จะครองตำแหน่งนายกฯครบ 8 ปีในวันที่ 24 เดือนสิงหาคม 2565 รวมทั้งควรเป็นไปตามมายี่ห้อ 170 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเรื่อง “การจบของความเป็นรัฐมนตรี” ที่ได้กำหนดไว้ในวรรคสองว่า “ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯสิ้นสุดลงเมื่อถึงกำหนดเวลาตามมายี่ห้อ 158 วรรคสี่ด้วย”
ด้วยเหตุดังกล่าว แม้ พล.อำเภอประยุทธ์ เป็นนายกฯเกินวันที่ 24 ส.ค. 2565 ก็จำเป็นต้องพ้นตำแหน่งโดยทันทีในวันต่อไป เว้นแต่ว่ารัฐธรรมนูญได้ข้อบังคับเว้นเสียแต่ไว้ว่า การห้ามครองตำแหน่งเกิน 8 ปีไม่ใช้บังคับกับนายกฯที่ครอบครองตำแหน่งมาก่อนรัฐกฎหมายธรรมนูญประกาศใช้
2.ข้อความสำคัญที่จำเป็นต้องพินิจถัดไปเป็นรัฐธรรมนูญที่อาณาจักรไทย พุทธศักราช2560 มีบทเฉพาะกาลเว้นเสียแต่ไม่ให้มาตรา 158 วรรคสี่ ใช้บังคับกับนายกฯที่ครองตำแหน่งมาก่อนวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้หรือเปล่า?
บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช2560 มีเพียงแค่มาตรา 264 มาตราเดียวที่ข้อกำหนดในประเด็นนี้เอาไว้ โดยมาตรา 264 วรรคสองได้ระบุละเว้นคุณลักษณะต่างๆของรัฐมนตรีที่ไม่ให้ใช้กับรัฐมนตรีที่ครอบครองตำแหน่งมาก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ดังนี้เป็น ละเว้นลักษณะต้องห้ามตามมายี่ห้อ 160 (6) “เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา 98 (12) (13) (14) แล้วก็ (15)” และก็ “จะต้องพ้นจากตําแหน่งตามมายี่ห้อ 170 นอกจาก (3) แล้วก็ (4) แต่ว่าในกรณีตาม (4) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา 98 (12) (13) (14) และก็ (15)” แล้วก็นอกจากมาตรา 170 (5) “เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดําเนินการตามมาตรา 184 (1)” ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีการเว้นเสียแต่มาตรา 170 วรรคสอง ที่ข้อกำหนดว่า “ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯสิ้นสุดลงเมื่อถึงกำหนดเวลาตามมายี่ห้อ 158 วรรคสี่ด้วย” ไว้แต่อย่างใด และไม่ปรากฏบทบัญญัติอื่นใดในรัฐธรรมนูญนี้ที่นอกจากมาตรา 158 วรรคสี่ ไม่ให้ใช้บังคับแก่นาชูรัฐมนตรีที่ครอบครองตำแหน่งมาก่อนรัฐกฎหมายธรรมนูญประกาศใช้ด้วย
โดยเหตุนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้เว้นเสียแต่มาตรา 158 วรรคสี่ ไม่ให้ใช้บังคับกับนายกฯที่ครองตำแหน่งมาก่อนรัฐกฎหมายธรรมนูญประกาศใช้ พล.อำเภอประยุทธ์ ก็เลยเป็นนายกฯ ได้ถึงวันที่ 24 ส.ค. 2565 แค่นั้น
3.สำหรับความคิดเห็นที่มีความเห็นว่า การนับช่วงเวลาครอบครองตำแหน่ง 8 ปีของนายกฯ จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่แมื่อวันที่รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช2560 ประกาศใช้ เป็นเริ่มนับจากวันที่ 6 เดือนเมษายน 2560 เพราะเหตุว่าการใช้ข้อบังคับย้อนไปเป็นอันตรายแก่บุคคลเป็นสิ่งที่ไม่บางทีอาจทำเป็นนั้น ตามหลักข้อบังคับแล้วจำเป็นต้องพินิจพิเคราะห์ยังไง?
การใช้ข้อบังคับย้อนไปเป็นอันตรายแก่บุคคลไม่บางทีอาจทำเป็นนั้น เป็นหลักการที่ถูกหากเกิดเรื่อง ‘สิทธิแล้วก็ความอิสระของประชากร’ แต่ว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรคสี่ ที่ห้ามไม่ให้นายกฯครอบครองตำแหน่งรวมกันเกินกว่า 8 ปีนั้น เกิดเรื่อง ‘การควบคุมรวมทั้งการจำกัดอำนาจ’ ซึ่งการแปลความหมายจะตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โน่นเป็นถ้าหากเกิดเรื่องอำนาจ การตีความหมายจะมุ่ง ‘ควบคุม’ เวลาที่ถ้าเกิดเกิดเรื่องสิทธิเสรีภาพ การแปลความหมายจะมุ่ง ‘คุ้มครองปกป้อง’ รวมทั้งเพื่อป้องกันสิทธิเสรีภาพของสามัญชน ควรมีการควบคุมแล้วก็จำกัดอำนาจรัฐบาล ดังนี้ ความตั้งใจของรัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรคสี่นั้น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นคณะกรรมาธิการชูร่างรัฐธรรมนูญ (มือธนาคาร) ได้กำหนดไว้ว่า “การกำหนดช่วงเวลาแปดปีไว้ก็เพื่อไม่ให้มีการผูกขาดอำนาจในทางการบ้านการเมืองยาวเกินความจำเป็นอันจะเป็นสาเหตุกำเนิดวิกฤติทางด้านการเมืองได้” (ความตั้งใจและก็คำชี้แจงประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญที่แว่นแคว้นไทย พทุธศักราช 2560, น.275)
โดยเหตุนี้ การแปลความหมายในหัวข้อการห้ามไม่ให้นายกฯครอบครองตำแหน่งเกิน 8 ปี ซึ่งเกิดเรื่องการควบคุมนายกฯไม่ให้อยู่ในอำนาจนานเกินความจำเป็นจนถึง “มีการผูกขาดอำนาจในทางการบ้านการเมือง” ก็เลยจะต้องตีความหมายในทางควบคุมอำนาจ โน่นเป็นควรจะเป็นไปตามบทบัญญัติที่เขียนไว้โดยครัดเคร่ง โดยเหตุนั้น เม่ีอรัฐธรรมนูญข้อบังคับให้ครอบครองตำแหน่งนายกฯได้ไม่เกิน 8 ปี และไม่ได้นอกจากให้กับนายกฯที่ครองตำแหน่งมาก่อนวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก็ควรจะเป็นไปอย่างนั้น โน่นเป็นจำเป็นต้องนำช่วงเวลาครอบครองตำแหน่งก่อนรัฐธรรมนูญประกาศใช้ “รวมกัน” เข้าไปด้วย
กรณีนี้ สามารถเทียบได้กับการที่รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช2560 แล้วก็พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวพัน ได้กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) พ้นจากตำแหน่ง แม้ว่ายังไม่ครบกำหนด หรือการกำหนดคุณลักษณะต่างๆสำหรับการเป็นรัฐมนตรี หรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 ได้ข้อบังคับมากขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆมา ก็เกิดเรื่องที่ทำเป็นและก็ได้ทำมาแล้วภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาทิเช่น กรณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิระ เจนจาค่ะ ที่จำต้องพ้นจากตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่ามี ‘ลักษณะต้องห้าม’ ไม่ให้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (10)หมายถึง“เคยจำเป็นต้องคำตัดสินอันถึงที่สุดว่าทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำโดยโกงตามประมวลกฎหมายอาญา” ดังนี้ เนื่องจากว่าเกิดเรื่องคุณลักษณะ หรือข้อจำกัดของการครองตำแหน่งทางด้านการเมือง ที่จำต้องควบคุมแล้วก็จำกัดอำนาจ ก็เลยสามารถทำเป็น กรณีของ พล.อำเภอประยุทธ์ ก็เป็นสิ่งเดียวกัน
ยิ่งกว่านั้นแล้ว การครองตำแหน่งนายกฯครั้งลำดับที่สองของ พล.อำเภอประยุทธ์ ในวันที่ 9 เดือนมิถุนายน 2562 นั้น พล.อำเภอประยุทธ์ ไม่ต้องยื่นบัญชีสินทรัพย์และก็หนี้ เนื่องมาจากพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการคุ้มครองป้องกันแล้วก็กำจัดการโกง พุทธศักราช2561 มาตรา 105 วรรคสี่ ข้อกำหนดว่า “ถ้าหากพ้นจากตําแหน่งและก็ถูกแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งเดิมหรือตําแหน่งใหม่ ด้านในหนึ่งเดือน ผู้นั้นไม่ต้องยื่นบัญชีเงินและก็หนี้ … แม้กระนั้นไม่ต้องห้ามที่ผู้น้ันจะยื่นเพื่อเป็นหลักฐาน” ซึ่งโดยเรื่องจริง พล.อำเภอประยุทธ์ ได้ยื่นบัญชีสินทรัพย์รวมทั้งหนี้แล้ว แม้กระนั้นที่ทำการคณะกรรมการคุ้มครองป้องกันและก็ทำลายล้างการคดโกงแห่งชาติ (ปปช.) ไม่เปิดเผย แม้ว่าจะมีการขอจากสาธารณะ โดยบอกเหตุผลว่า ปปช.ไม่มีอิทธิพลเผย ซึ่งพูดได้ว่า พล.อำเภอประยุทธ์เป็นนายกฯมาก่อนแล้ว และก็ครองตำแหน่งต่อ ทำให้ได้ประโยชน์จากมาตรา 105 วรรคสี่ ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญกล่าวถึงการปกป้องและก็กำจัดการโกง พุทธศักราช2561 ฉะนั้น ก็เลยเป็นส่ิงที่การันตีว่าจำต้องนับช่วงเวลาการครองตำแหน่งนายกฯในหนแรกเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2565 “รวมกัน” เข้าไปด้วย
สรุป รัฐธรรมนูญ พุทธศักราชมาตรา 158 วรรคสี่ ข้อบังคับให้นายกฯครอบครองตำแหน่งรวมกันเกิน 8 ปีไม่ได้ ซึ่งเกิดเรื่องการควบคุมนายกฯไม่ให้อยู่ในอำนาจนานเกินความจำเป็น “จนกระทั่งมีการผูกขาดอำนาจในทางการบ้านการเมือง” เม่ีอ พล.อำเภอประยุทธ์ เป็นนายกฯตามมายี่ห้อ 158 วรรคสี่ โดยที่รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช2560 ไม่ได้มีการเว้นเสียแต่ให้กับนายกฯที่ครองตำแหน่งมาก่อนรัฐกฎหมายธรรมนูญประกาศใช้ พล.อำเภอ ประยุทธ์ ซึ่งเริ่มครอบครองตำแหน่งนายกฯมาเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2557 ก็เลยครองตำแหน่งนายกฯ ได้ถึงวันที่ 24 ส.ค. 2565 แค่นั้น แล้วก็ถ้าเกิด พล.อำเภอประยุทธ์ ยังครองตำแหน่งจนกระทั่งวันที่ 24 เดือนสิงหาคม 2565 ก็จำต้องพ้นตำแหน่งโดยทันทีในวันต่อไป ดังนี้ตามมายี่ห้อ 170 วรรคสอง
แม้ พล.อำเภอประยุทธ์เป็นนายกฯไปกระทั่งเกินวันที่ 24 เดือนสิงหาคม 2565 โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญยังวิเคราะห์ไม่เสร็จ ก็จำต้องดำเนินงานตามมายี่ห้อ 82 วรรคสอง ซึ่งข้อกำหนดว่า “ถ้าปรากฏเหตุอันควรจะสงสัยว่า … ผู้ถูกร้องมีกรณีดังที่ถูกร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ … ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติภารกิจตราบจนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวิเคราะห์” โน่นเป็นถ้าถึงวันที่ 25 เดือนสิงหาคม 2565 แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำตัดสิน ก็จำเป็นต้องพิเคราะห์มีคำบัญชาให้ พล.อำเภอประยุทธ์ หยุดการกระทำหน้าที่จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสิน
กระผมทั้งหลายแหล่ซึ่งเป็นคุณครูสอนข้อบังคับ ได้เสนอความคิดเห็นตามกฎหมายในประเด็นนี้ต่อท่านประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้ด้วยความตั้งอกตั้งใจเพียงแต่ประการเดียวเป็น ให้เมืองไทยยึดมั่นวิธีการดูแลโดยข้อบังคับให้มากกว่าก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุว่าการจัดการปัญหาการขัดกันและก็ความคิดเห็นต่างด้านการเมืองนั้น เป็นไปไม่ได้ออกอื่นใดเว้นแต่ข้างตุลาการ ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจแปลความข้อบังคับตามหลักทฤษฎีแยกอำนาจ ต้องวิเคราะห์วินิจฉัยปัญหาโดยยึดมั่นข้อกฎหมาย แล้วก็ใช้ข้อบังคับกับทุกฝ่ายอย่างเท่ากัน รวมทั้งที่สำคัญที่สุดต้องเป็นอิสระจากผู้มีอิทธิพลที่ข้างตุลาการจะต้องใช้อิทธิพลตุลาการสำหรับในการควบคุม ซึ่งในกรณีนี้เป็น พล.อำเภอประยุทธ์ จันทร์อร่อย ในฐานะนายกฯ
ด้วยเหตุว่าความเป็นอิสระของตุลาการ แล้วก็การใช้ข้อบังคับสำหรับเพื่อการวินิจฉัยต่อทุกคนอย่างเท่ากัน เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ความเที่ยงธรรม” ที่จะทำให้สังคมเชื่อถือในวิธีการดูแลโดยข้อบังคับที่ทุกฝ่ายจะเท่ากันภายใต้รัฐธรรมนูญแล้วก็ภายใต้ข้อบังคับ แล้วก็ความไม่ถูกกันหรือมองเห็นต่างของมนุษย์ในสังคม ไม่ว่าจะมีมากมายเท่าใดก็สามารถปรับแก้แล้วก็คลี่คลายโดยสงบได้
ขอแสดงความนับถือ
คณะครูคณะนิติศาสตร์ 51 คน
จาก 15 มหาวิทยาลัย
 

By